Gridth

Journey

By Kridsada Thanabulpong

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวผู้เขียนค่อนข้างยุ่งเป็นพิเศษกับกิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่จะเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนผันครั้งสำคัญของชีวิตเลยก็ไม่ผิดนัก นั่นคือการย้ายไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ (เสียที) บทความนี้จึงอยากจะเขียนถึงประสบการณ์และขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำเมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่น เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ผ่านไปผ่านมา

Prerequisites

การขอวีซ่าทำงานในฐานะนักพัฒนาโปรแกรมในประเทศญี่ปุ่น ที่ในความเป็นจริงคือใบอนุญาตพำนัก (ไซริวชิคาคุโชเมโช, 在留資格証明書) แต่โดยปกติจะเรียกว่าวีซ่าทำงานเพื่อให้เข้าใจง่าย จำเป็นต้องใช้คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

เนื่องจากตัวผู้เขียนไม่ได้จบมหาวิทยาลัยและถึงแม้จะมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี แต่เวลาส่วนหนึ่งทำงานในฐานะนักเขียนโปรแกรมฟรีแลนซ์ ซึ่งสามารถหาเอกสารยืนยันอายุงานได้ยาก ทำให้ตัวเลือกเดียวของผู้เขียนคือการสอบเอาใบวุฒิบัตรที่ตรงตามไอทีโคคุจิ (ซึ่งเขียนไปแล้วคราวก่อนในบทความ ITPE FE Examination)

เมื่อคุณสมบัติพร้อม ขั้นตอนต่อไปคือการยื่นขอใบอนุญาตพำนัก โดยผู้ยื่นขอจำเป็นต้องเป็นผู้กรอกใบคำขอและเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเอง และให้บริษัทในประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ยื่นขอไปยังกรมตรวจคนเข้าเมือง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน (แต่ในกรณีของผู้เขียนล่าช้าไปถึง 6 เดือนเนื่องจากปริมาณคำขอที่ศูนย์ชินากาว่ามีในจำนวนมาก)

ถ้าหากใบคำขอไม่มีปัญหา ใบอนุญาตพำนักจะถูกส่งไปยังบริษัทในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทมีหน้าที่ต้องจัดส่งใบคำขอนี้ให้แก่ผู้ยื่นขอเองทางไปรษณีย์ หลังจากได้รับใบอนุญาตพำนักนี้แล้ว ผู้ยื่นขอต้องไปยื่นขอ วีซ่าประเภท Single Entry กับทางสถานฑูตในประเทศของผู้ขอ และต้องเข้าประเทศญี่ปุ่นภายใน 3 เดือนหลังวันที่ออกใบอนุญาตพำนัก

Arrival and Departure

อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า “อ้าว ทำไมถึงเป็นวีซ่าประเภท Single Entry” เมื่อเข้าไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกพร้อมกับใบอนุญาตพำนัก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการออก บัตรประจำตัวผู้พำนัก (ไซริวการ์ด, 在留カード) โดยการออกจากประเทศญี่ปุ่นแต่ละครั้ง ผู้ถือบัตร ต้องกรอกแบบฟอร์มบันทึกการเข้าออกประเทศ (ไซนิวโกคุชุคโกคุคิโรคุ, 再入国出国記録) ซึ่งสามารถขอได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

หากมีการกรอกแบบฟอร์มเรียบร้อย ในการเข้าประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะถือให้มี สิทธิ์อนุญาตเข้าเมืองโดยอัตโนมัติ (มินาชิไซนิวโกคุเคียวกะ, みなし再入国許可) โดยมีข้อแม้ว่าต้องกลับเข้าประเทศญี่ปุ่นภายใน 1 ปีหลังจากออกจากประเทศและบัตรประจำตัวผู้พำนักยังไม่หมดอายุ

Hello, Japan

สิ่งสำคัญอย่างแรกที่ต้องทำเมื่อเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นได้แล้วคือการ ทำตราประทับ (“อิงคัน” 印鑑) เพื่อใช้ในธุรกรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าหลายๆ หน่วยงานจะอนุญาตให้ใช้ลายเซ็นแทนตราประทับได้ แต่ยังมีหน่วยงานอีกจำนวนมากที่ต้องใช้ตราประทับเท่านั้น ตราประทับนี้สามารถทำได้ตามร้านทั่วไป โดยหลักๆ มักจะแบ่งเป็นสองประเภท

  1. ตราประทับเป็นทางการ (จิทสึอิน, 実印)
  2. ตราประทับสำหรับธนาคาร (กิงโคอิน, 銀行印)

การแยกตราประทับเป็นสองประเภทนี้เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากตราประทับอย่างเป็นทางการถูกใช้ในหลายสถานการณ์มากกว่า ซึ่งทำให้มีโอกาสถูกลอกเลียนแบบได้ (ถึงแม้ลวดลายในบางรูปแบบจะยากต่อการลอกเลียนแบบ) ในขณะที่ตราประทับสำหรับธนาคารจะถูกใช้เพียงแค่กับธนาคาร ทำให้มีความปลอดภัยมากกว่า

เมื่อทำตราประทับเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือที่อยู่ บัญชีธนาคาร และเบอร์โทรศัพท์ ถึงจุดนี้ชาวต่างชาติจะพบกับความไม่สมประกอบอย่างหนึ่งของระบบรับชาวต่างชาติเข้าทำงานในประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถอธิบายได้คร่าวๆ ดังนี้

  1. ในการจะเช่าที่พัก จำเป็นต้องใช้เบอร์โทรศัพท์และบัญชีธนาคาร
  2. ในการจะเปิดเบอร์โทรศัพท์ จำเป็นต้องใช้บัญชีธนาคาร
  3. ในการจะเปิดบัญชีธนาคาร จำเป็นต้องใช้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์

Renting

ในการเช่าที่พักในประเทศญี่ปุ่นนั้นมักจะทำโดยผ่านตัวกลางที่เป็นผู้จัดหาห้องเช่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสัญญาคือสัญญาต้องใช้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ ตัวแทนบางที่อนุญาตให้ใช้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทแทนได้ ซึ่งในการทำสัญญามีค่าใช้จ่ายหลักๆ ดังนี้

  1. ค่าเช่าห้องสำหรับ 1-2 เดือนแรก
  2. ค่ากุญแจประมาณค่าเช่า 1-2 เดือน (ไม่ได้คืนในกรณีย้ายออก)
  3. ค่ามัดจำประมาณค่าเช่า 1-2 เดือน (ได้คืนหลังหักค่าทำความสะอาดในกรณีย้ายออก)
  4. ค่าจัดหาประมาณค่าเช่า 0.5-2 เดือน (ไม่ได้คืนในกรณีย้ายออก)

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายยิบย่อย เช่นค่าเปลี่ยนกุญแจ ค่าทำความสะอาด นอกจากนั้นเจ้าของห้องเช่าส่วนมากมักจะขอให้ผู้เช่าที่เป็นชาวต่างชาติทำประกันที่อยู่อาศัยกับบริษัทประกันแทน โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 0.5-1 เดือนของค่าเช่า แต่ถึงแม้ว่าจะทำประกันกับบริษัทประกันแล้ว ผู้เช่ายังจำเป็นต้องหาผู้ค้ำประกันที่เป็นชาวญี่ปุ่นหรือเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในการพำนักถาวร บางบริษัทอาจมีตัวแทนเป็นผู้ค้ำประกันให้ แต่ถ้าหากบริษัทไม่มีผู้ค้ำประกัน… อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารของแต่ละคน

ทั้งหมดนี้หมายถึงว่าผู้เช่า ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อย 5-7 เท่าของค่าเช่าต่อเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา เช่นหากค่าเช่าห้องเดือนละ 90,000 เยน ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยประมาณ 600,000 เยน ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องคำนึงไว้ด้วยว่านอกจากเงินค่าสัญญาแล้ว จำเป็นต้องเตรียมเงินเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะหลายๆ ที่มักจะไม่มีให้ (แต่สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ด้วยการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากร้านมือสอง)

หลังจากทำสัญญาและกำหนดวันย้ายเข้าเรียบร้อย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำคือการไป ลงทะเบียนสำมะโนครัว ที่ที่ทำการเขต โดยเขตจะทำการพิมพ์ที่อยู่ลงด้านหลังบัตรประจำตัวผู้พำนัก ซึ่งธนาคารส่วนมากจะอนุญาตให้ผู้ถือบัตรฯ เปิดบัญชีต่อเมื่อมีการพิมพ์ที่อยู่ลงหลังบัตรแล้วเท่านั้น

Phone

สำหรับเบอร์โทรศัพท์ในประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นไปได้ยากมากที่ชาวต่างชาติจะใช้เบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการ 3 รายใหญ่ (au, docomo, SoftBank) เนื่องจากผู้ให้บริการรายใหญ่มักจะบังคับให้ตัดค่าโทรศัพท์จากบัญชีธนาคาร แต่ชาวต่างชาติที่เข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกไม่สามารถมีบัญชีธนาคารได้หากไม่มีเบอร์โทรศัพท์

หนึ่งในหนทางแก้ของสถานการณ์ล้มลุกนี้คือการ ซื้อซิมจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่เป็น MVNO เช่น UQ mobile, IIJmio, Y! Mobile ที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า (และราคาถูกกว่า) ค่ายมือถือที่เป็น MVNO เหล่านี้ ใช้สัญญาณร่วมกันกับผู้ให้บริการ 3 รายใหญ่ เช่น UQ mobile ใช้สัญญาณของ au, IIJmio ใช้สัญญาณของ docomo หรือ Y! Mobile ใช้สัญญาณของ SoftBank

Bank account

ขั้นตอนสุดท้ายของ 3 หัวข้อสำคัญคือการเปิดบัญชีธนาคาร ระบบธนาคารของญี่ปุ่นต่างจากเมืองไทย โดยหลายๆ ธนาคารยังคงแยกการเข้าถึงธนาคารตามสาขากันอยู่ (เช่นการโอนเงินจากสาขา ก ไปสาขา ข จะมีการเสียค่าธรรมเนียม) โดยบริษัทหลายๆ ที่ มักจะระบุธนาคารและสาขาสำหรับรับเงินเดือนไว้ ทำให้การเลือกธนาคารที่ใช้ค่อนข้างขึ้นอยู่กับที่บริษัทกำหนด

ในการเปิดบัญชีจำเป็นต้องใช้ บัตรประจำตัวผู้พำนัก ที่มีการพิมพ์ที่อยู่ลงหลังบัตร และ เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ โดยต้องทำการเปิดบัญชีผ่านทางหน้าเคาท์เตอร์ธนาคาร และเมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อย จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการออกบัตร ATM ซึ่งจะส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่บนหลังบัตร และผู้เปิดบัญชีจำเป็นต้องรับด้วยตัวเองเท่านั้น

ในระหว่างที่รอบัตร ATM สามารถใช้สมุดบัญชีในการถอนเงินสดจากสาขาได้ในเวลาทำการ เมื่อได้บัตร ATM มาแล้ว ธนาคารบางแห่งให้บริการ ATM ตั้งแต่ 7 โมงถึง 5 ทุ่ม (ต่างจากประเทศไทยที่สามารถใช้ได้ 24 ชั่วโมง) และมีค่าธรรมเนียมหากใช้งาน ATM นอกเวลาทำการของธนาคาร ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร (MUFG ที่ผู้เขียนใช้เก็บค่าบริการ 110 เยนหลัง 3 ทุ่ม)

Tibits

หลังจากได้ที่พัก เบอร์โทรศัพท์ และบัญชีธนาคาร ก็สามารถทำธุรกรรมแทบทุกอย่างในประเทศญี่ปุ่นได้ ในหัวข้อนี้จะเรียบเรียงบันทึกเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเข้าอยู่อาศัย

Electricity, Gas, Water

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังการย้ายเข้าที่พักคือการเปิดไฟฟ้า เปิดน้ำ และเปิดแก๊ซ ประเทศญี่ปุ่นมีการเปิดเสรีไฟฟ้าและแก๊ซ ซึ่งผู้ให้บริการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ในเขตโตเกียวผู้ให้บริการไฟฟ้าและแก๊ซรายใหญ่ๆ คือ TEPCO และ Tokyo Gas ซึ่งมีแปลนไฟฟ้าและแก๊ซให้เลือกตามความต้องการ

ไฟฟ้าและน้ำโดยส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้ทันทีหลังโทรไปแจ้งขอเปิดใช้บริการ ส่วนแก๊ซจะใช้งานได้หลังผู้ให้บริการเข้ามาตรวจสอบอุปกรณ์ว่าไม่มีแก๊ซรั่ว (ส่วนมากมักจะเสร็จในวันเดียวกัน) อุปกรณ์ที่ใช้แก๊ซอาธิเครื่องต้มน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ เตาแก๊ซในครัว ฮีทเตอร์ ฯลฯ

Moving in

ในการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่หากไม่ได้ซื้อจากร้านมือสอง หรือแม้แต่การติดตั้งอินเตอร์เน็ต จำเป็นต้องเผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน (ควรซื้อและติดตั้งก่อนย้ายเข้า) และเนื่องจากที่พักในประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่ที่จำกัดมาก ควรจะทำการวัดพื้นที่ให้ละเอียดก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า

ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเจอคือเครื่องซักผ้า ที่พักที่ผู้เขียนอยู่เตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องซักผ้าไว้ขนาดความกว้าง 70cm และมีฐานเครื่องซักผ้าที่ 60cm x 60cm ผู้เขียนในตอนแรกซื้อเครื่องซักผ้าที่มีขนาดตัวเครื่อง 64cm x 70cm แต่ก็พบว่าไม่สามารถเอาเข้าประตูได้ เนื่องจากประตูมีขนาดแค่ 60cm ทำให้ต้องคืนสินค้า และนัดหมายใหม่อีก 3 สัปดาห์

Internet

หากพูดถึงอินเตอร์เน็ตในประเทศญี่ปุ่น หลายๆ คนคงจะนึกถึงไฟเบอร์ความเร็วสูง ส่งตรงไปยังทุกบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ให้บริการไฟเบอร์ (ฮิคาริ 光) มีจำกัด และไม่ใช่ทุกครัวเรือนจะสามารถใช้งานไฟเบอร์แบบต่อตรงได้ ในกรณีของอพาร์ทเมนท์ที่ไม่สามารถต่อไฟเบอร์โดยตรงได้ มักจะเป็นการต่อ VDSL ไปยังตู้ที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ของอาคาร (FTTB) ซึ่งมีความเร็วจำกัดอยู่ที่ 200Mbps

ระบบผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของญี่ปุ่นแบ่งผู้ให้บริการเป็นสองส่วนได้แก่ ผู้ให้บริการโครงข่ายอินเตอร์เน็ต (เช่น NTT Flets, au Hikari) และ ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (เช่น So-net, BIGLOBE, Asahi net) โดยส่วนมากจำเป็นต้องเลือกผู้ให้บริการโครงข่ายและเครือข่ายแยกกัน ซึ่งผู้ให้บริการโครงข่ายแต่ละรายมีพื้นที่ให้บริการต่างกัน ผู้ให้บริการโครงข่ายจะส่งอุปกรณ์ (ONU และ Home Gateway) มายังที่อยู่ และเข้ามาลากสายหรือติดตั้งระบบ ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน

ในกรณีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สายไฟเบอร์ สามารถเลือกที่จะใช้บริการ WiMAX 2 จากผู้ให้บริการต่างๆ ได้ เช่น UQ WiMAX 2+, SoftBank Air ซึ่งจะสามารถเปิดใช้งานได้ทันที แต่มีข้อเสียคือ latency ที่สูงกว่าสายไฟเบอร์อยู่หลายเท่าตัว (ทำให้ไม่เหมาะสำหรับ video call หรือใช้เล่นเกมออนไลน์)

Summary

ตัวผู้เขียนเคยได้ยินจากคนรู้จักที่เป็นคนญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้งว่าการย้ายที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น แม้แต่สำหรับคนญี่ปุ่นเอง ใช้เงินและเวลาเยอะมาก และทุกครั้งที่ได้ยินอย่างนั้น ก็มักจะนึกภาพไม่ออกว่าทำไมถึงใช้เวลาเยอะขนาดนั้น เพราะการย้ายที่อยู่ในประเทศไทยในแต่ละครั้งของผู้เขียน เรียกได้ว่าเพียงสัปดาห์เดียวก็อยู่ได้

แต่ในการย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่าการย้ายที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น มีขั้นตอนที่มองไม่เห็นต่างๆ นานา รวมถึงระยะเวลาในการรอและประสานงาน หรือแม้แต่ความจำเป็นที่ต้องส่งเอกสารทางแฟ็กซ์ในปี 2019 ซึ่งผิดกับภาพลักษณ์ของประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีและ efficiency อย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ การย้ายเข้าอยู่ในประเทศญี่ปุ่นของตัวผู้เขียนเริ่มเข้าที่เข้าทางและหลังจากนี้คงได้กลับไปทำอะไรที่ค้างคาอยู่เสียที